มิติประสิทธิผล

          1. ประชาชนเขตเมือง ประชากรเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว และนักท่องเที่ยวเดินทาง มีสุขภาพดี

          2. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านระบบเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง

มิติคุณภาพการให้บริการ

          3. ประชาชน ผู้รับบริการหน่วยงานเครือข่าย มีความพึงพอใจและเชื่อมั่นในระบบป้องกันควบคุมโรค

               เขตเมือง

          4.ศูนย์บริการโรคเขตเมืองที่มีคุณภาพมาตรฐาน

          5. ระบบเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคเขตเมืองที่มีศักยภาพได้มาตรฐานสากล

          6. นโยบายและรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมกับบริบทเขตเมืองมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับ

มิติประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ

          7. เครือข่ายมีความเข้มแข็งสามารถนำนโยบายรูปแบบการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          8. การจัดการระบบเฝ้าระวังโรค เตือนภัยพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพที่ครอบคลุมและ

          9. การสื่อสารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

          10. ระบบกลไกการถ่ายทอดนโยบายรูปแบบการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ

          11. ระบบการติดตาม ประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ

          12. การบริหารจัดการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

มิติการพัฒนาองค์กร

          13. บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและมีสมรรถนะสูงในการปฏิบัติงาน

          14. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทันสมัยเป็นปัจจุบัน สะดวกและเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          15. เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง

          16.ระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

จุดแข็ง (Strengths)
1.    ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ(3.88)
2.    ผู้บริหารให้การสนับสนุนส่งเสริมให้บุคลากรได้รับการพัฒนาและมีความก้าวหน้าในสายอาชีพ เช่น การศึกษาต่อ, การเข้าร่วมประชุมทุกระดับ, การฝึกอบรมและสัมมนาต่างๆ เป็นต้น
3.    ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มุ่งมั่น ขยัน ทุ่มเทให้ความสำคัญในการพัฒนางานของสถาบัน
4.    ผู้บริหารมีนโยบายและภารกิจขององค์กรที่ชัดเจน
5.    ผู้นำองค์กรได้รับการยอมรับจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
6.    มีอัตรากำลังเพียงพอในแต่ละกลุ่มงาน(ข้าราชการและพนักงานราชการ 115 อัตรา ข้าราชการร้อยละ 61 พนักงานราชการร้อยละ 12 ลูกจ้างประจำร้อยละ 16 พนักงานกระทรวงร้อยละ 10 ลูกจ้างเงินบำรุงร้อยละ 1 ครอบคลุมทุกสายงานทั้งสายงานหลักและสายงานสนับสนุน)
7.    บุคลากรมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานป้องกันควบคุมโรค (พิจารณาจากอายุราชการ บุคลากรร้อยละ 25 จบการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ร้อยละ 50 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี,ร้อยละ 50 ของบุคลากร มีอายุระหว่าง 50-60 ปี)
8.    มีบุคลากรที่เป็นสหสาขาวิชาชีพ
9.    บุคลากรของหน่วยงานมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
10.    มีบุคลากรรุ่นใหม่ที่อายุน้อยจำนวนมาก ทำให้คล่องตัวและกระตือรือร้นในการทำงาน
11.    มีโครงสร้างการบริหารงานแบ่งเป็น 6 กลุ่มงานหลักสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอย่างชัดเจน
12.    มีโครงสร้างการปฏิบัติงานตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (EOC)
13.    มีงานพัฒนาบุคลากร (HRD) รับผิดชอบในการพัฒนาบุคลากรและมีแหล่งทุนสำหรับพัฒนาบุคลากรทั้งภายในหน่วยงานและอบรม ศึกษาดูงาน ต่างประเทศ
14.    สถานที่ตั้งหน่วยงานสะดวกต่อการมารับบริการ
15.    องค์กรมีเป้าหมายและภารกิจที่ชัดเจน (Vision & Mission)
16.    มีแผนแม่บทรองรับศูนย์เฝ้าระวังกักกันผู้สัมผัสโรคติดต่ออันตราย (Quarantine Center)
17.    มีห้องปฏิบัติการในการดำเนินงานเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคตามภารกิจเฉพาะ เช่น ห้อง SAT  ห้องปฏิบัติการ LAB
18.    มีกฎระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติงานชัดเจน
19.    เป็นองค์กรที่มีโครงสร้างคล่องตัว
20.    มีระบบงานด้านงานสนับสนุนขององค์กร เช่น ระบบงานการเงิน (GFMIS) ระบบบัญชี ระบบพัสดุ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ(อินเตอร์เน็ตขององค์กร) ระบบการติดตามประเมินผล (ESM) ระบบประเมินสถานะรายบุคคล (DPIS) ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-Sarabun) โปรแกรมให้บริการผู้ป่วยที่ศูนย์บริการเขตเมือง (HOSxP) โปรแกรมฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อน (U-CHA) ระบบรายงาน 506 โปรแกรม GIS โปรแกรม Graphic Info ระบบสแกนลายนิ้วมือเข้า-ออกการปฏิบัติงาน
21.    มีวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเพียงพอสำหรับสนับสนุน อำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติงาน เช่น กระดาษ คอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นท์ โทรศัพท์ โทรสารฯลฯ
22.    มีงบประมาณในการดำเนินเงินเพียงพอ
23.    มีการพัฒนาระบบงาน เช่น การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรม องค์ความรู้ เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
24.    มีระบบงานในการบริหารจัดการ รวดเร็ว ทันเวลา
25.    มีบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิจัยและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้บุคลากรในหน่วยงานได้
26.    บุคลากรส่วนใหญ่มีทักษะในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคซึ่งเป็น Core competency ของหน่วยงาน
27.    บุคลากรส่วนใหญ่มีทักษะในการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
28.    องค์กรมีค่านิยมร่วมที่ตามแนวทางของกรมควบคุมโรคชัดเจน คือ ซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ
29.    บุคลากรในองค์กรมีการจัดทำและกำหนดค่านิยมร่วม I-URBAN

จุดอ่อน (Weaknesses)
1.    ระดับบริหารยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการขับเคลื่อนองค์กร
2.    ระดับบริหารไม่สามารถจัดการความขัดแย้งภายในองค์กรได้
3.    เปลี่ยนผู้บริหารบ่อยทำให้ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย
4.    บุคลากรส่วนใหญ่มีสมรรถนะในการพัฒนารูปแบบการวิจัยน้อย
5.    บุคลากรส่วนใหญ่ขาดสมรรถนะในการพัฒนานโยบายการป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
6.    บุคลากรส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ สมรรถนะ ในการคิดเชิงระบบ รวมถึงขาดความความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำงานป้องกันควบคุมโรคในบริบทเขตเมือง (เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงงานของบุคลากรส่วนใหญ่ในองค์กร)
7.    บุคลากรส่วนใหญ่มีทักษะและสมรรถนะด้านการสื่อสารในภาษาต่างประเทศน้อย
8.    บุคลากรมากกว่าร้อยละ 80 ยังต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการป้องกันควบคุมโรคใหม่ๆเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โรค เช่น MERS EBOLA  ZIKA
9.    บุคลากรขององค์กรส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่ดำเนินการเรื่องสุขภาพในเขตเมือง
10.    บุคลากรในองค์กรขาดความรัก ความสามัคคี และความผูกพันกับองค์กร
11.    บุคลากรบางส่วนไม่ได้ปฏิบัติงานตรงตามคุณวุฒิการศึกษาหรือที่ผ่านการฝึกอบรม ทำให้องค์กรต้องลงทุนและใช้เวลาฝึกอบรมบุคลากรใหม่มาทดแทน
12.    ยังขาดความชัดเจนในระบบการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้
13.    ระบบการจัดการความรู้ (KM) ยังไม่สามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้บุคลากรได้เกิดการเรียนรู้และนำมาใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
14.    ระบบงานยังไม่เชื่อมโยง ประสานงานต่อเนื่องซึ่งกันและกัน
15.    ยังไม่มีระบบการพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานอาชีพและสมรรถนะอย่างเป็นรูปธรรม
16.    ระบบการประเมินผลการปฏิบัติราชการยังไม่นำมาใช้ในการพิจารณาให้ความดีความชอบอย่างจริงจัง
17.    ยังขาดเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยสำหรับการวินิจฉัยโรค เช่น เครื่องมือสำหรับตรวจหา MDR-TB (Line probe assay)
18.    ขาดการจัดการด้านระบบการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานของบุคลากรคลินิก
19.    ไม่มีแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร (HRD Plan)
20.    ไม่มีห้อง Negative Pressure สำหรับปฏิบัติงานเพาะเชื้อวัณโรค
21.    ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศยังขาดการพัฒนาและการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและหน่วยงานภายนอกยังน้อย
22.    ระบบ Internet ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานทำให้มีอุปสรรคต่อการสืบค้นข้อมูล
23.    ความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ยังมีน้อย(2.80)
24.    บุคลากรในองค์กรไม่ยึดถือค่านิยมร่วม ขาดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตร และไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(2.84)

โอกาส (Opportunities)
1.    มีกฎหมายต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบและแอลกอฮอล์พรบ.ควบคุมโรคติดต่อ พ.ศ.๒๕๕๘, พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, พรบ.โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้นทำให้องค์กรสามารถเชื่อมประสานกับหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น
2.    นโยบายระดับประเทศรัฐบาล ระดับกระทรวง และระดับกรมที่ชัดเจนและให้การสนับสนุนงานป้องกันควบคุมโรค
3.    ผู้บริหารจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ในกระทรวง กรม ให้การสนับสนุนในการดำเนินงานแก่หน่วยงาน
4.    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในความดูแลของตนเอง ซึ่งจะเป็นจุดที่หน่วยงานสามารถเชื่อมโยงภารกิจด้านสุขภาพได้
5.    มีแหล่งงบประมาณจากหลากหลายแหล่งทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อเสนอโครงการขอรับงบประมาณดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ อาทิ สสส. สปสช. TUC ฯ
6.    การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศส่งผลต่อสุขภาพ วิถีชีวิต ของประชาชนโดยรวม
7.    การเปิดสังคมอาเซียนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานและการแก้ปัญหาสาธารณสุขระหว่างประเทศง่ายขึ้น
8.    มีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เขตเมือง ซึ่งจะเป็นทั้งเครือข่ายความร่วมมือ(Partnership)   เช่น สปสช. รพ.รัฐ-เอกชน ตำรวจ เทศกิจ สำนักงานเขต ฯลฯ
9.    หน่วยงาน/องค์กรนานาชาติพร้อมให้ความร่วมมือกับองค์กรในการดำเนินงาน (CDC, WHO, GHSA)
10.    เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันทันสมัย สะดวก เข้าถึงระดับบุคคล
11.    มี Applicationที่เอื้อต่อการเฝ้าระวังป้องกันโรค
12.    โรคและภัยสุขภาพเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชาชนเขตเมือง อาทิ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ฯ
13.    องค์กรตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้แหล่งความรู้และมีผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ หน่วยงานทางด้านสุขภาพภาครัฐ/เอกชน  สถาบัน สำนัก ฯลฯ ทำให้สามารถแสวงหาความรู้ประกอบการดำเนินงานได้ง่ายและหลากหลายรูปแบบ
14.    องค์กรตั้งอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว
15.    ในเขตเมืองมีกลุ่มประชากร แรงงานต่างด้าว แรงงานเคลื่อนย้าย
16.    ประชาชนคนไทยมากกว่าร้อยละ 80 มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย เช่น Smartphone Tablet เป็นต้น

อุปสรรค หรือภาวะคุกคาม (Threats)
1.    ประชาชนในเขตเมืองมีประชากรย้ายถิ่นประชากรแฝงแรงงานต่างด้าวสูงกว่าเขตชนบทซึ่งยากต่อการติดตามประเมินสุขภาพ
2.    การใช้ชีวิตของประชาชนในเขตเมืองมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ส่งผลให้หน่วยงานเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนในบริบทเขตเมืองมีความยุ่งยาก ซับซ้อน
3.    การเปิดประเทศอาเซียนส่งผลให้เกิดการโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำกลับมาเกิดในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
4.    การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีผลต่อวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของการเกิดโรค เช่น รูปแบบการเกิดโรครุนแรง รวดเร็ว และกลายพันธุ์ของเชื้อก่อโรค
5.    การคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วทำให้โรคมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น เช่น ข้ามประเทศ ข้ามทวีป ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
6.    กรุงเทพมหานครมีพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดอื่นๆมาก ทำให้เกิดช่องว่างในการปฏิบัติงานควบคุมโรค
7.    โครงสร้างประชากรเปลี่ยนจากวัยแรงงานเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทำให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น
8.    ภารกิจด้านการตรวจเตือน การบังคับใช้กฎหมายของกรมควบคุมโรคมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่




ข่าวที่น่าสนใจ